ขนาดอักษร Facebook

อัศจรรย์ ‘นกเงือก’ นักปลูกป่า ชีวิตที่เผชิญภัยคุกคามนามว่า ‘มนุษย์’

(1)
ตลอดเส้นทางกว่า 1 กิโลเมตรที่โอบล้อมไปด้วยผืนป่ามรดกโลกทางธรรมชาตินามว่า “ป่าดงพญาเย็น-เขาใหญ่” พื้นที่ใกล้ค่ายสุรัสวดี อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ต.หินตั้ง อ.เมืองนครนายก จ.นครนายก ในช่วงเวลาเช้าตรู่ก่อนดวงจันทร์จะลับขอบฟ้า

เครือข่ายเยาวชนหัวใจอนุรักษ์  โครงการ PTTEP Teenergy ปีที่ 4 ตอน ก้าวเพื่อรักษ์ (ภาคกลาง) พร้อมด้วยทีมงานอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ และผู้เชี่ยวชาญด้านนกเงือก ค่อยๆ เดินเท้าไปตามถนนสายนี้พร้อมกับกล้องส่องนก และทำตัวกลมกลืน เงียบเสียง เงี่ยหูฟัง อดทนเฝ้ารอดู

“วันนี้ตื่นเช้าเพื่อตั้งใจที่มาดูนกเงือก พยายามเงียบเสียงให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ มองซ้าย มองขวา ไปยังต้นไม้ใหญ่หวังจะได้เจอโพรงนก แต่ก็ไม่ได้เจอนกอย่างที่ตั้งใจไว้ ได้ยินเสียงนกเบาๆ ดังอยู่ใกล้ๆ เจ้าหน้าที่บอกว่าเป็นนกกก หนึ่งในชนิดของนกเงือกที่พบที่นี้ ถือว่าได้ฟังเสียงก็ยังดี” หลิว – นภษร วัชระวรรธกูร เยาวชนจากชลบุรี เล่าด้วยอารมณ์ที่ค่อนข้างผิดหวัง

ขณะที่ ออม – ปิยะธิดา ดาโรจน์ จากหนองแขม กรุงเทพฯ เด็กสาว บอกว่า นอกจากกิจกรรมก้าวเพื่อรักษ์เรียนรู้ศาสตร์แห่งพระราชาปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงกับการอนุรักษ์พื้นที่มรดกโลก และกิจกรรมเดินป่าศึกษาธรรมชาติ กิจกรรมดูนกเงือกยามเช้านับว่าเป็นสิ่งหนึ่งที่ให้ความสนใจมาก โดยเฉพาะการบรรยายความรู้เกี่ยวกับเรื่องนกเงือกทำให้ยิ่งอยากจะเห็นนกเงือกสักครั้งในชีวิต

(2)
นกเงือก (Hornbills) เป็นนกป่าขนาดใหญ่อยู่ในวงศ์ Bucerotidae ในโลกพบนกเงือกจำนวน 55 ชนิด 14 สกุล ส่วนใหญ่อาศัยอยู่ตามทุ่งหญ้า และป่าดิบเขตร้อนของทวีปแอฟริกา และเอเชียเขตร้อน ทวีปเอเชียมีนกเงือก 31 ชนิด มีจุดเด่นคือ จะงอยปากหนาที่ใหญ่ และมีโหนกทางด้านบนเป็นโพรง ภายในโพรงมีเนื้อเยื่อคล้ายฟองน้ำ

นกเงือกมีรูปร่างหน้าตาโบราณที่ถือกำเนิดมาไม่น้อยกว่า 50 ล้านปี ไม่มีสีสันสะดุดตา ขนมักมีสีดำ-ขาว บางชนิดมีขนสีน้ำตาล หรือ เทา ส่วนที่มีสีฉูดฉาดอยู่บ้างก็เป็นหนังเปลือย เช่น หนังบริเวณคอ หนังขอบตา แต่สีเหลืองสดจัดจ้านที่ปรากฏบนส่วนขนสีขาว หรือบริเวณปากและโหนกของนกกก นกเงือกหัวแรด และนกชนหินนั้น มาจากสีของน้ำมันที่นกทาและแต่งแต้มขึ้น

มูลนิธิศึกษาวิจัยนกเงือก อธิบายปรากฎการณ์ข้างต้นว่า นกเงือกเหล่านั้นรู้จักใช้เครื่องสำอาง น้ำมันดังกล่าวผลิตโดยต่อมน้ำมัน ซึ่งอยู่บนโคนหาง นกใช้น้ำมันทานเพื่อรักษาสภาพของขน ทำนองเดียวกับมนุษย์ใช้น้ำมันใส่ผม เพื่อรักษาสภาพเส้นผม

ฟิ่บ ฟิ่บ ฟิ่บ

เสียงบินของนกเงือกตามจังหวะการการพือปีก เนื่องจากนกเงือกไม่มีขนอ่อนคลุมใต้ปีกทำให้ลมพัดผ่านโคนขนปลายปีกจึงเกิดเสียงดัง นกเงือกเป็นสัตว์ที่มีขาสั้น เดินไม่เก่ง ได้แต่กระโดดไป-มา เวลาจะบินมักจะใช้วีกระโดดลงมา แล้วค่อยๆ กระพือปีกบิน

นอกจากนี้ นกเงือกยังมีปีกที่กว้างใหญ่ทำให้สามารถบินได้แข็งแรง เวลาบินจะโบกปีกช้าๆ กินผลไม้เป็นอาหารหลัก และสัตว์เลี้ยงเลื้อยคลานเล็กๆ เป็นอาหารเสริม ทำรังในโพรงไม้ ตัวเมียจะเข้าไปกดไข่ในโพรงโดยใช้โคลนและมูลปิดปากโพรงไว้ เหลือเพียงช่องพอให้ตัวผู้ส่งอาหารเข้าไปได้ เมื่อลูกนกโตพอแล้วจึงเจาะโพรงออกมา

(3)
เมื่อหนึ่งชีวิตปลิดปลิว ต้นไม้จะหายไปกี่ต้น? คำถามจากสถาบันปลูกป่า ปตท.

หนึ่งชีวิตในที่นี้หมายถึง “นกเงือก” สัตว์ป่าผู้ได้รับนิยามว่าเป็น “นักปลูกป่าแห่งภูผาสูง”

งานวิจัย โครงการศึกษาชีววิทยาและนิเวศวิทยาของนกเงือก ภาควิชาจุลชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ระบุว่า นกเงือกเป็นตัวกลางเชื่อมโยงดุลยภาพต่างๆ ในสังคมป่าเขตร้อนให้คงอยู่ไม่เปลี่ยนแปลง สามารถช่วยกระจายเมล็ดพันธุ์ไม้มากกว่า 100 ต้น/สัปดาห์ ต้นไม้เหล่านี้จะมีอัตรารอดตายเติบโตเป็นไม้ใหญ่ราว 5% หนึ่งชีวิตของนกเงือก จึงสามารถปลูกต้นไม้ใหญ่ให้ป่าได้ถึงราว 500,000 ต้น

นกเงือกสามารถกระจายพันธุ์ไม้ได้มากกว่า 200 ชนิดที่มีประสิทธิภาพมาก ไม่ว่าจะเป็นต้นมาง ตาเสือ ค้อ พญาไม้ พิพวน ยางโอน มะหาด มะพร้าวนกกก เป็นต้น จากพฤติกรรมการเลือกกินผลไม้สุก และนำพาเมล็ดไปทิ้งในพื้นที่ต่างๆ จึงสามารถเป็นตัวช่วยสำคัญในการปลูกป่า และปลูกแหล่งอาหารทั้งของตัวเองและสัตว์ป่าชนิดอื่นๆ

พร้อมกันนี้ เจ้าสัตว์ป่าโบราณยังทำหน้าที่ในการรักษาความหลากหลายของพืช และสัตว์ จึงจัดเป็นชนิดพันธุ์ที่เป็นร่มเงาให้กับสัตว์ชนิดอื่น (Umbrella species) ทำให้สังคมพืชเกิดความสมดุล และช่วยควบคุมประชากรสัตว์ขนาดเล็ก เช่น จักจั่น กิ้งกือ ด้วงเขี้ยวสั้น ตะขาบ งูเขียว แมงป่อง หนู หอยทาก จิ้งเหลน นกโพระดก ตั๊กแตน เป็นต้น

ไม่เพียงเท่านั้น นกเจ้าของจะงอยปากสีเหลืองขนาดที่ใหญ่ และแข็งแรงยังถูกอยู่ในสัตว์ชนิดพันธุ์ที่เป็นดัชนีชี้วัดความสมบูรณ์ของป่า (Indicator species) เนื่องจากความสัมพันธ์ของนกเงือกที่มีความอ่อนไหวต่อพื้นที่ป่าที่เปลี่ยนแปลงไป

นอกจากนี้ “นักปลูกป่า” ยังเป็นดัชนีตัวชี้วัดความอุดมสมบูรณ์ของธรรมชาติได้อีกประการหนึ่ง เนื่องจากจะอาศัยอยู่ในผืนป่า หรือพื้นที่ที่มีความอุดมสมบูรณ์เท่านั้น เพราะพื้นที่ดังกล่าวคือแหล่งอาหารที่สำคัญ อีกทั้งธรรมชาติในการหากินของนกเงือกต้องอาศัยพื้นที่ป่าที่กว้างใหญ่เท่านั้น

(4)
หลายคนรู้จักนกเงือกในอีกมุมที่ถูกกล่าวขานนั้นคือตัวแทนของรักนิรันดร์ สัญลักษณ์ของรักแท้ เพราะนกเงือกมีลักษณะการครองคู่แบบ “ผัวเดียวเมียเดียว” เมื่อไหร่ตัดสินใจครองคู่กันแล้วก็จะรักและดูแลกันไปอย่างนั้นตลอด

ผู้คนจำนวนไม่น้อยต่างรู้ดีว่านกเงือกทั้งหลายเมื่อลืมตาขึ้นมาดูโลก สิ่งหนึ่งที่จะต้องทำคือการโบยบินตามหารักแท้ โดยตัวผู้จะเป็นฝ่ายเที่ยวบินตามหาตัวเมียที่เป็นที่รัก มีความคล้ายคลึงกับชายหนุ่มเมื่อเจอสาวถูกใจก็ไม่รอช้าที่จะจีบเธอผู้นั้น พร้อมกับการชวนดินเนอร์สุดหรูสักมื้อหวังให้หญิงสาวประทับใจ และตอบตกลง

ไม่ต่างกับนกเหงือตัวผู้เมื่อได้พบกับเพศตรงข้าม มันจะบินหาอาหารต่างๆ มาหลายชนิด เพื่อให้ตัวเมีย หวังจะครองใจจากตัวเมีย หากนกเงือกตัวเมียรับอาหาร นั่นหมายความว่าตัวเมียตกลงปลงใจที่จะเป็นคู่แท้ของกันและกันตลอดไปจนกว่าจะแก่เฒ่า หรือตายจากกัน

นกเงือกส่วนใหญ่เริ่มจับคู่ในช่วงปลายปี ผสมพันธุ์และตัวเมียขังตัวเองอยู่ในโพรงไม้ เพื่อวางไข่และเลี้ยงลูกในช่วงเดือน ม.ค. – มิ.ย. ถึงฤดูผสมพันธุ์ พ่อแม่ของนกเงือกจะพากันบินหาโพรงที่เหมาะสม โดยจะต้องอยู่ในที่ปลอดภัยจากนักล่า นกเงือกจะออกไข่ครั้งละ 1-3 ฟอง แต่มักจะเลี้ยงลูกให้รอดเพียงตัวเดียวเท่านั้น เมื่อถึงช่วง ก.ค. – พ.ย. นกเงือกจะรวมฝูงอีกครั้ง

(5)
ประเทศไทยพบนกเงือกทั้งหมด 13 ชนิด โดยพบในพื้นที่อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ซึ่งมีอาณาเขตส่วนหนึ่งอยู่ใน จังหวัดนครราชสีมา มี 4 ชนิด ได้แก่ นกกก นกเงือกสีน้ำตาล นกเงือกกรามช้าง และนกแก๊ก และเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าฮาลา-บาลา 9 ชนิด ได้แก่ นกเงืกปากย่น นกเงือกชนหิน นกแก๊ก นกกก นกเงือกหัวหงอก นกเงือกปากดำ นกเงือกหัวแรด นกเงือกดำ นกเงือกกรามช้าง

โครงการวิจัยเพื่ออนุรักษ์นกเงือกในผืนป่ามรดกโลก (ส.ค. 2550 – ก.ค. 2558) โดย โครงการศึกษาชีววิทยาและนิเวศวิทยาของนกเงือก ภาควิชาจุลชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ระบุไว้ตอนหนึ่งว่า

จากการสำรวจแหล่งรวมฝูงของนกเงือกช่วงนอกฤดูผสมพันธุ์ ในพื้นที่เขตอุทยานแห่งชาติ พบว่าการเปลี่ยนแปลงจำนวนประชากรของฝูงจะใหญ่ หรือเล็กขึ้นอยู่กับชนิดของนกเงือก และการถูกรบกวนมนุษย์ ความสมบูรณ์ของแหล่งอาหาร และพบนกเงือกกรามช้างปากเรียบรวมฝูงมากที่สุด ที่อุทยานแห่งชาติบางลาง 2,000 ตัว รองลงมาคือที่อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ นกเงือกกรามช้าง  856 ตัว  และนกกก จำนวน 209 ตัว

ทั้งนี้มีการติดตามสถานภาพการขยายพันธุ์ ประชากรของนกเงือกระหว่างปี 2550 – 2558 พบว่าอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ มีนกเงือกใช้โพรง 892 โพรง มีลูกนกเงือกทั้งหมดออกสู่ธรรมชาติ 1,041 ตัว และเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง มีนกเงือกใช้โพรง 406 โพรง มีลูกนกเงือกออกสู่ธรรมชาติ 552 ตัว

นอกจากนี้ รายงานวิจัยยังระบุภัยคุกคามที่มีผลต่อประชากรนกเงือกว่า ภัยส่วนใหญ่เกิดจากการรบกวนของมนุษย์ พบการล่านกเงือกโดยตรง การทำลายถิ่นที่อยู่อาศัย และการล่าสัตว์ ซึ่งจากการเข้าพื้นที่ทำงานวิจัยตลอดปี ทำให้การคุกคามลดลงจากปีแรก โดยเฉพาะในพื้นที่เขาใหญ่ตะวันออก พบการขโมยลูกนกเงือก การทำลายถิ่นที่อยู่อาศัย และล่าสัตว์ ในปี 2551 พบ 62% ปัจจุบันเหลือเพียง 8%

ผศ.วิจักขณ์ ฉิมโฉม เลขานุการมูลนิธิศึกษาวิจัยนกเงือก และอาจารย์ภาควิชาชีววิทยาป่าไม้ คณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวว่า สถานการณ์นกเงือกของประเทศไทยหากมองในมุมพื้นที่ป่า เพราะเป็นแหล่งอาศัยของนก รัฐบาลให้ข้อมูลว่ามีพื้นที่ป่าไม้ทุกประเภทถึง 33% แต่พื้นที่ที่นกเงือกอาศัยต้องเป็นพื้นที่ป่าอนุรักษ์ซึ่งมีประมาณ 18%  โดยวิเคราะห์จากพื้นที่ทั้งหมดมีนกเงือกอาศัยอยู่ได้เพียง 8% เท่านั้น

ผศ.วิจักขณ์ เล่าต่อว่า นกเงือกในประเทศไทยอาศัยอยู่ใน 10 กลุ่มป่า โดยทั้งหมดนี้มีสถานการณ์ที่ดีที่สุดจะเป็นมรดกโลก 2 แห่ง คือ ดงพญาเย็นเขาใหญ่ ทุ่งใหญ่นเรศวร พื้นที่สองจุดนี้จะเป็นจุดที่มีสถานการณ์นกเงือกดีมาก เนื่องจากมีการป้องกัน และอนุรักษ์ที่ดีมาก

“มีส่วนที่น่าเป็นห่วงคือสถานการณ์นกเงือกทางภาคใต้ มีนกเงือกหลายชนิดที่กำลังจะสูญพันธุ์อย่างเช่นนกเงือกดำ นกเงือกกรามช้าง บริเวณป่าฮาลาบาลา ซึ่งพบประชากรของนกน้อยมากจนพูดได้ว่าอาจจะไม่ยั่งยืน พร้อมที่จะหมดจากประเทศไทยเมื่อไหร่ก็ได้” เลขานุการมูลนิธิศึกษาวิจัยนกเงือก กล่าว

(6)
นกเงือกจัดเป็นสัตว์ป่าคุ้มครองของกฎกระทรวง ซึ่งกำหนดให้เป็นสัตว์ป่าบางชนิดเป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง พ.ศ. 2546 ตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.2535 นอกจากนี้ยังมีหน่วยงานทั้งภาครัฐ และภาคเอกชนให้ความสำคัญในการอนุรักษ์ เพื่อเป็นการรักษาสมดุลทางธรรมชาติ การกระจายพันธุ์ไม้ต่างๆ ของผืนป่าให้เกิดความยั่งยืนตลอดไป

แน่นอนว่าชีวิตของ “นักปลูกป่าแห่งภูผาสูง” มีค่ามหาศาล และคงไม่มีใครอยากที่ตอบคำถามว่า เมื่อหนึ่งชีวิตปลิดปลิว ต้นไม้จะหายไปกี่ต้น?

เชื่อว่าอยากให้ตัวแทนของรักแท้คงอยู่ตลอดไป

 

ที่มา: https://greennews.agency/?p=14983